7.การดูแลผู้ป่วยขณะคาสายสวนปัสสาวะ

7.การดูแลผู้ป่วยขณะคาสายสวนปัสสาวะ

การคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานานจะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทที่สำคัญในการป้องกันภาวะแทรกช้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะดังต่อไปนี้

1. ดูแลให้ปัสสาวะไหลสะดวก (Free draiage)โดย
                1.1 กระตุ้นให้ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2,500-3,000 มิลลิลิตร เพื่อเป็นการชะล้างภายในทางเดินปัสสาวะ (intenal irrigation) ด้วยการเพิ่มจำนวนปัสสาวะที่ออกมา ทำให้น้ำปัสสาวะเจือจาง ไม่ตกตะกอน ในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำดื่ม
                1.2 ดูแลไม่ให้สายสวนปัสสาวะหัก พับงอหรือดึงรั้งท่อปัสสาวะโดยยึดตรึงไว้ด้วยพลาสเตอร์ที่บริเวณต้นขาด้านใน สำหรับผู้ป่วยหญิง และบริเวณท้องน้อย สำหรับผู้ป่วยชาย
                1.3 สายสวนปัสสาวะและสายต่อของถุงเก็บปัสสาวะยึดติดกับที่นอน ไม่ปล่อยให้เป็นสาย
หย่อนอยู่ใต้เตียง
                1.4ถุงเก็บปัสสาวะ ควรอยู่ในระดับต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอ เพื่อให้มีการไหลของปัสสาวะสะดวก
                1.5 ดูแลบีบรีดสายยาง (milking) บ่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตะกอนหรือลิ่มเลือดอุดกั้นอยู่ภายในสายยาง การบีบรีดสายยางโดยใช้มือข้างหนึ่ง จับสายยางให้อยู่กับที่ ขณะที่มืออีกข้างบีบรัดสายยางออกจากตัวผู้ป่วย
              2. การป้องกันการติดเชึ้อ
                2.1 ดูแลให้อยู่ในระบบปิด (closed drainage system) ตลอดเวลา หากจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะส่งตรวจ หรือเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงก่อนและหลังทำ จะต้องเช็ดบริเวณนั้น ๆ ด้วยแอลกอฮอล์ 70 %
                2.2 การเทน้ำปัสสาวะออกจากถุง ท่อทางออกจะต้องไม่สัมผัสกับภาชนะรองรับ และภายหลังเทให้ปิดท่อทางออกทุกครั้ง
                2.3 ล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาลและใส่ถุงมือเมื่อมีโอกาสสัมผัสปัสสาวะของผู้ป่วย
                2.4 ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก โดยเฉพาะบริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะและสายสวนปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้า เย็น และทุกครั้งภายหลังถ่ายอุจจาระ
                2.5 ควรเทปัสสาวะออกจากถุงเก็บปัสสาวะเมื่อมีน้ำปัสสาวะ ประมาณ 3 ใน 4 ของถุงหรือทุก 8 ชั่วโมง ตามระยะเวลาที่กำหนด
                2.6 ถุงเก็บปัสสาวะแขวนไว้กับขอบเตียงไม่แขวนไว้ที่เหล็กกั้นข้างเตียง หรือวางไว้กับพื้นกรณีที่จำเป็นต้องยกสูง ให้ใช้ตัวหนีบหนีบสายหรือหักพับสายก่อนยกถุง เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำปัสสาวะ  ผู้ป่วยที่ลุกเดินได้แนะนำให้พับหรือปิดสายสวนปัสสาวะไว้ก่อน  โดยให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะหรือต่ำกว่าเอวตลอดเวลา
                2.7 หากถุงเก็บปัสสาวะหรือสายสวนปัสสาวะรั่ว ให้สวนปัสสาวะ และเปลี่ยนถุงเก็บปัสสาวะใหม่ทั้งชุด
                2.8 ถุงเก็บปัสสาวะใช้ได้นาน 28 วัน (ประมาณ 1 เดือน) โดยไม่ต้องเปลี่ยน ยกเว้นมีปัญหา เช่น สายสวนหลุด ถุงขาด รั่ว เป็นต้น
                2.9 การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานานควรเปลี่ยนสายสวนใหม่เมื่อคาสายสวนครบ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่พบหินปูนที่ปลายสายสวนครั้งต่อไปให้ลองเปลี่ยนเมื่อครบ 4 , 6 และ 8 สัปดาห์ ตามลำดับ
                2.10 แนะนำให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังถ่ายอุจาระทุกครั้ง
                2.11สังเกตและซักถามอาการและอาการแสดงออกของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้แก่ มีไข้ หนาวสั่นปัสสาวะขุ่น มีตะกอน กลิ่นฉุน เป็นต้น ถ้าพบต้องรายงานให้แพทย์ทราบทันที
         3. การบันทึกจำนวนน้ำได้รับและออกจากร่างกาย (water intake and water output) จำนวนน้ำที่ได้รับและออกจาก ร่างกายในรอบ 24 ชั่วโมง

        4. การดูแลความสุขสบาย (Promotion of comfort) อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องสวนปัสสาวะคาไว้ และแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อให้ผู้ป่วยยอมรับ และรู้สึกว่าใกล้เคียงปกติมากที่สุด

 

1.การดูแลบีบรีดสายยาง (milking) เพื่อป้องกันการเกิดตะกอน

2.การยึดตรึงไว้ด้วยพลาสเตอร์ที่บริเวณต้นขาด้านใน สำหรับผู้ป่วยหญิง และบริเวณท้องน้อย สำหรับผู้ป่วยชาย

2.ดูแลไม่ให้สายสวนปัสสาวะหัก พับงอและอยู่ในระดับต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอ

3 การเช็ดท่อทางออกสำหรับทิ้งน้ำปัสสาวะด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ก่อนเทน้ำปัสสาวะออกจากถุง

4. การเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงเก็บรองปัสสาวะ

 5.แนะนำให้พับหรือปิดสายสวนปัสสาวะขณะลุกเดินเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำปัสสาวะ                                   

6. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก โดยเฉพาะบริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะและสายสวนปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้า เย็น